สาระดีๆ มีให้อ่านทุกวัน

สหะโรจน์ กิตติมหาเจริญ

บทคัดย่อ

บทความนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะวิเคราะห์ อารมณ์สะเทือนใจที่ปรากฏ ในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง สาวิตรีในพระบาทสมเด็จพระมง กุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลการศึกษาพบว่าบทพระราชนิพนธ์เรื่องสาวิตรีได้แสดงอารมณ์สะเทือนใจที่ประสานกัน 4 ลักษณะ คืออารมณ์ทุกข์ สุข โศก และจบลงด้วยความเกษมหรือศานติสุขอันเป็นรสวรรณคดีที่มักปรากฏเป็นขนบในวรรณคดีไทย

บทนำ

สาวิตรีเป็นชื่อของนางเอกในบท พระราชนิพนธ์บทละครร้องเรื่อง สาวิตรี ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว สาวิตรีได้รับการเชิดชูว่าเป็น นางเอกผู้มีปัญญาอันเลิศยิ่ง เรื่องของนางสาวิตรีเป็นอุปขยาน นัมในมหากาพย์มหาภารตะ เรื่องราวของนางนั้นถูกหยิบยกนำมากล่าวถึงเมื่อครั้งที่ท้าวยุธิษเฐียรใคร่สงสัยว่าจะมีสตรีอื่นใดที่จะซื่อสัตย์ มั่นคง และแน่วแน่ไม่หวั่นแม้อุปสรรคเท่านางเทราปที จากที่นางเทราปทีได้แสดงอาการดัง กล่าวนี้ให้ประจักษ์ในเหตุการณ์ ที่ช่วยเหลือปาณฑพทั้ง ห้าให้พ้นจากการเล่นดวดนั้น เอง ครั้งนั้น พระมรรกัณเฑยะได้โต้ตอบว่ายังมีอีกนางหนึ่งที่มีศักดิ์และศรีเสมอเท่านางเทราปที นั่นก็คือนางสาวิตรี แล้วพระมรรกัณเฑยะจึงเล่าถึงเหตุผลของสาวิตรีว่า ทำไมนางจึงมีศักดิ์และศรีเสมอ เท่านางเทราปที ทั้งนี้เพราะนางได้ใช้ปัญญาผสานกับความแน่วแน่มั่นคงแห่งจิตการุณของนาง โน้มน้าวพระทัยพระยมจนปลดปล่อย ดวงวิญญาณของพระสัตยวานพระ สวามีของนางหลุดพ้นจากชะตากร รมที่มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยง ได้อย่างเช่นความตาย

ทุกข์ : เมื่อรู้ว่าชะตากรรมมนุษย์นี้ถูก ลิขิต

พระราชนิพนธ์เรื่องสาวิตรีในพ ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงบทพระราชนิพนธ์ ที่เป็นทั้งความเรียง และบทละครร้อง กล่าวถึงนางสาวิตรีมีกำเนิดมาจากการบำเพ็ญตบะของท้าวอัศวบดี ครั้นเมื่อนางเจริญวัยขึ้น บิดาก็ให้โอกาสนางได้ตัดสินใจ เลือกคู่ครองด้วยตนเอง ซึ่งนางได้ประพาสป่าและกลับมาทูลบิดาว่านางได้เลือกแล้วคือพระสัตยวานโอรสของท้าวทยุมัตเสนแห่งศาลวะนคร การตัดสินใจเลือกนี้นางสาวิตรี ไม่ทราบมาก่อนล่วงหน้าว่าพระ สัตยวานจะมีพระชนม์ชีพได้เพียง 1 ปี

แต่เมื่อนางได้เลือกแล้วนางก็ ไม่คืนคำทั้งที่ทุกข์อาจจะเกิด ขึ้นกับนางแล้วว่า การที่พระสวามีนางมีพระชนม์ชีพเพียง ๑ ปี เมื่อถึงวาระนั้นแล้วก็ยากที่จะ มีใครหยุดยื้อความตายได้ นางก็ย่อมต้องเป็นหม้าย การเลือกพระสวามีที่มีพระชนม์ชีพสั้นนั้นเป็นความทุกข์พื้นฐานแล้ว เมื่อพบว่านางต้องเป็นหญิงหม้ายก็เป็นทุกข์ซ้ำสอง ทว่านางสาวิตรีกลับไม่นึกถึงทุกข์ ด้วยบริบทที่ว่าเลือกสามี ผิดประการหนึ่ง มีฐานะหญิงหม้ายประการต่อมา แต่นางกลับเกิดความทุกข์เพราะประจักษ์ว่ามนุษย์นี้แม้จะบริบูรณ์ด้วยศักดิ์และศรี แต่ก็ถูกชะตากรรมลิขิตไว้แล้วคือ ความตาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความตายนี้ เกิดขึ้นกับบุคคลอันเป็นที่ รักของนางแล้วนั้น นางก็ต้องสลดใจที่มนุษย์ไม่สามารถฝ่าฝืนกฎธรรมชาตินี้ได้ อารมณ์ทุกข์ที่บังเกิดกับนางนั้นไม่รอดพ้นจากความสังเกตของท้าวอัศวบดี จนพระองค์ต้องเอ่ยว่า “ฉะนี้หนอ ได้ทราบเหตุตัวพ่อพลอยใจหาย สงสารลูกผูกจิตคิดรักชาย จะมิได้สมหมายแล้วคราวนี้…ลูก หญิงจงตริไตรดูให้ดี คิดเลือกหาสามีอื่นเป็นไร”(พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,2504 : 189)

แต่ด้วยนางสาวิตรีนั้นมีชาติกำเนิด ที่ดีคือเป็นถึงหญิงมัท รตระกูล (แม้ว่าจะมาจากการบำเพ็ญตบะของ ท้าวอัศวบดีก็ตาม) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหญิงที่บริบูรณ์งดงามทั้งกายและใจ นางตระหนักแล้วว่า “ลูกบาศก์ตกได้เพียงหนเดียวไซร้ ทั้งบุตรียกได้ให้หนึ่งครั้ง อนึ่งลั่นวาจาว่ายกให้ ก็ได้เพียงครั้งเดียวเป็นที่ตั้ง สามอย่างนี้ทำได้เพียงหนึ่งครั้ง…” (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,2504 : 190)นางจึงปฏิเสธและใช้เหตุผล โน้มน้าวให้บิดายอมรับการตัดสิน ใจของนาง นางสาวิตรีใช้อารมณ์ทุกข์ซึ่งกำลัง สร้างความสลดใจให้เกิดขึ้น กับนางเมื่อได้อยู่ร่วมกับ พระสัตยวานในบรรณศาลาภายใน ป่าประจักษ์ได้ว่าพระสัตยวา นผู้ซึ่งไม่ทราบด้วยญาณใด ใดเลยว่าพระองค์มีพระชนม์ชีพ เพียง 1 ปีเท่านั้น กำลังมีความสุขกับการบำเพ็ญพรต และมีนางผู้เป็นที่รักอยู่ใกล้ชิด นางเห็นพระสวามีมีความสุข ในขณะที่นางกำลังทุกข์กับชะตา กรรมของมนุษย์ที่ถูกลิขิตจาก ความตายนี้เอง นางก็ใช้ความสงบสุขจากการบำเพ็ญพรตร่วมกับพระสวามีแปรเปลี่ยนความทุกข์เป็นความสุขในเวลา 1 ปี

สุข : ความหวังนำไปสู่มรรคาหลุดพ้น

ตลอดระยะเวลา ๑ ปีที่นางได้บำเพ็ญพรตอยู่กับพระสัตยวาน จิตอันสงบนิรันดร์กอปรกับความเรียบง่ายสมถะของวิถีชีวิตสมณเพศนี้ ทำให้นางสาวิตรีตระหนักว่าความรักที่มีต่อพระสวามีนั้นมีความสำคัญยิ่ง เพราะรักของนางนั้นเป็นรักที่ซื่อสัตย์ และมั่นคง มุ่งปรารถนาให้พระสัตยวานอยู่คู่กับนางตลอดไป ความรักที่มั่นคงหรือที่กล่าวใน ทางรสวรรณคดีสันสกฤตว่าศฤคา รรสนี้ ตลอดเวลา 1 ปี นางรู้แจ้งแล้วว่า “ทูลเกศ น้องนี้รักทรงเดชฦาสาย เมื่อใดพระเหินห่างจากข้างกาย…ขอ ยอมตายถวายซึ่งชีวัน แทนองค์พระจอมขวัญผู้ภรรดา” (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว,2504 : 194)

ยิ่งพระสัตยวานเป็นผู้ไม่รู้ความ ลับเรื่องความตายแล้วนั้น คำกล่าวที่พระสัตยวานกล่าวออก มา ก็ยิ่งกระทบใจนางสาวิตรีว่า “จอมขวัญ ยิ่งกว่าชีวันเสนหา พี่หรือจะพรากจากแก้วตา เท่ากับฆ่าตนเองให้บรรลัย พี่เป็นห่วงโฉมตรูอยู่เป็นนิตย์ ไม่ละเลยเชยชิดพิสมัย ชีวิตพี่ยังมีอยู่ตราบใด ขอถนอมทรามวัยคู่ชีวัน” (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว,2504 : 195) ด้วยวาจาสิทธิ์นี้แม้พระสัตยวานจะไม่รู้องค์ว่าจะต้องจากนางไปไกล ยิ่งทำให้นางสาวิตรีเกิดอารมณ์สะเทือนใจอย่างมาก แม้ว่าพระสัตยวานจะจากนางไป นางก็ไม่ปรารถนาจะมีบุรุษอื่นใด ความรักที่มั่นคงกอปรด้วยจิตกา รุณนี้เป็นแรงขับให้นางสาวิ ตรีกระทำทุกวิถีทางให้พระสัตยวา นมีความสุข นับแต่การยั่วเย้าหยอกกันฉันสามีภรรยา และจากกลอนตอนหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า “อันความรักเหมือนน้ำอมฤต ได้ดื่มแล้วชื่นจิตพิศวง” สื่อนัยยะว่าความรักนี้ว่าถ้าใครได้ลิ้มลองก็ดื่มด่ำในจิต ประหลาดใจ มีพลังเหมือนน้ำอมฤตลัยที่ไม่ม ีวันเหือดหาย ก็เป็นฉากหนึ่งที่นางและพระสัตยวานได้สนทนาโต้ตอบกัน กระแสแห่งพลังรักนี้เองทำให้นาง สาวิตรีได้ใช้หล่อเลี้ยงเพื่อ สร้างพลังใจให้เข้มแข็ง

ปรัชญาที่กล่าวว่าชีวิตหนึ่งกำลัง รุ่งโรจน์ ชีวิตหนึ่งกำลังแตกดับนั้น สาวิตรีได้ตระหนักแล้วว่าถ้านางยังคงปล่อยให้ชีวิตของนางรุ่งโรจน์ในวิถีที่นางกำลังโคจรต่อไป ขณะที่อีกชีวิตหนึ่งกำลังใกล้แตก ดับอย่างพระสัตยวานแล้วนั้น นางจะยิ่งสลดใจเพียงใดที่ไม่สา มารถทำหน้าที่ภรรยาที่ดีปรนนิบัติ สามีตราบจนถึงปัจฉิมวัย ดังนั้นระหว่างที่นางกำลังทุกข์ กับชะตาชีวิตที่ไม่ได้ลิขิต ขึ้นมาด้วยตนเอง หากถูกสิ่งอื่นมาลิขิตไว้ นางก็ใช้ห้วงเวลาแห่งความสุขนี้เป็นเครื่องปลอบประโลมใจ หมั่นสร้างความหวัง ค่อยครุ่นคิดหาวิธีที่จะทำให้ห ลุดพ้นจากชะตากรรมครั้งนี้

โศก : จากพลังโศกสู่วิถีปัญญา

เมื่อครบกำหนดเวลาหนึ่งปีที่พระ สัตยวานจะมีชีวิตอยู่ วันหนึ่งเมื่อได้เสด็จประพาสป่ามะม่วง เพื่อเก็บผลมะม่วงพลางหยอกเย้าอยู่นั้น พระสัตยวานก็เกิดอาการ “หัวจึงปวดยิ่งนักและร้าวใหญ่ ทั้งอวัยวะและหทัย ไม่สบายเป็นพ้นพรรณนา…” (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว,2504 : 211) ไม่ช้านักพระองค์ก็หมดสติล้มลง

ฉากนาฏการนี้ได้ทำให้นางสาวิตรี เกิดความโศกกำสรดอีกครั้ง นางรำพึงว่า “โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว มาทิ้งเมียเสียแล้วช่างทำได้ จะเสด็จจรดล ณ หนใด ไยไม่ชวนเมียไปเป็นเพื่อนทาง พระมาทิ้งเมียไว้ไม่นำพา ปล่อยให้ร้างกลางป่าอันใหญ่กว้าง เมียอยู่เดียวฟูมฟกอกอ้างว้าง ขอวายวางชีวิตติดตามไป” (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว,2504 : 212) จากนั้น พระยมจึงได้ออกมาเพื่อจะนำปราณซึ่งเป็นดวงวิญญาณของพระสัตยวานไปสู่ทางแห่งภพภูมิต่อไป

แม้ว่านางสาวิตรีจะทราบว่าไม่วัน ใดวันหนึ่งนางต้องประสบกับ ภาพลักษณะเช่นนี้ แต่ความสะเทือนใจที่พระสัตยวานไม่ตรัสเอ่ยลา ความโศกเศร้าที่นางต้องอาดูรมา แรมปี ความกำสรดที่นางจะต้องอยู่อ้าง ว้างเดียวดายในป่าใหญ่ ทำให้การอดกลั้นของนางต่อความทุกข์ใจมานานปีทลายลง เกิดความหาญกล้าคิดที่จะทวงดวง วิญญาณคืนจากผู้มีอำนาจยิ่ง ใหญ่ในโลกแห่งความตาย แม้ว่าความศักดิ์สิทธิ์ของผู้เป็นใหญ่นี้อาจมีอำนาจเหนือกว่าความแน่วแน่และตั้งใจอย่างแรงกล้าของนางสาวิตรีที่คิดจะมีปฏิวาทะสนทนากับพระยมก็ตาม

เมื่อพระยมจะนำดวงวิญญาณพระสวามี ไป นางสาวิตรีก็ได้เอื้อนเอ่ยด้วยวา ทะแรกก่อนว่าตนปรารถนาใคร่ รู้ว่าเหตุใดพระองค์จึงต้อง เสด็จมาด้วยพระองค์เอง แทนที่จะเป็นทูตของพระยมมารับแทน ครั้งนั้นพระยมตอบว่าพระสัตยวานทรงมีศักดิ์และสิทธิ์ ไม่ควรที่จะให้ทูตที่มีศักดิ์และสิทธิ์ ต่ำกว่า พระสัตยวานมานำพาไป วาทะแรกนี้เปรียบเหมือนการทดลองนางสาวิตรีในขั้นต้น คือทดลองความกล้าหาญของนางสาวิ ตรีว่านางมีปฏิวาทะครั้งแรก และจะมีปฏิวาทะครั้งที่สอง ครั้งที่สามและครั้งต่อๆ มาเพื่อมุ่งที่จะโน้มน้าวพระทัย พระยม อันเป็นวิธีแยบคายที่นางกำลังบรรจง ใช้วาทะเป็นเครื่องมือนำ ไปสู่ความสำเร็จได้หรือไม่

การมีปฏิวาทะกับพระยมนั้น นางสาวิตรีได้ใช้วิธีการที่แยบคายยิ่ง คือ นางไม่ได้กล่าวตรงๆว่าจะทูลขอดวง วิญญาณของพระสวามีกลับคืน สู่ภาวะกายปกติ แต่นางได้ใช้วาทะทางธรรม นับตั้งแต่ธรรมะเรื่องขันติ การเสวนากับผู้มีธรรม การหมั่นปฏิบัติธรรมก็จะอบอุ่น ด้วยมิตร มาโต้ตอบสนทนาเพื่อชักจูงใจให้ พระยมตรัสเอ่ยชมนาง และโปรดที่จะให้พรในวาทะธรรมนั้น นางก็จะทูลขอจากสิ่งเล็กน้อย เช่น ทูลขอให้ท้าวทยุมัตเสนและพระนางไสพยาบิดามารดา พระสัตยาวานมีดวงตากลับมามองเห็น เป็นปกติ ทูลขอให้มีศาลวะนครมีอิสรภาพจากอริ ราชศัตรู ทูลขอให้ท้าวอัศวบดีบิดาของนางมีโอรสสืบมัทรตระกูล แล้วนำไปสู่การชักจูงไปสู่การขอดวง วิญญาณพระสวามีกลับคืนมา โดยแสร้งทูลขอให้นางมีโอร ส แต่การที่จะมีโอรสได้นั้นจะต้อง มีพระสัตยวานมาเป็นบิดาของ โอรสด้วย เมื่อนางเสร็จสิ้นการขอพรประการ สุดท้าย พระยมก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะแม้แต่กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ แล้วพระองค์เล่าดำรงอยู่ในสถานภาพเทพแห่งความตายซึ่งมีศักดิ์และศรีอีกภูมิหนึ่งต่างจากกษัตริย์ ก็ยิ่งต้องรักษาวาจาสัตย์ให้ศักดิ์ สิทธิ์ยิ่งกว่ากษัตริย์

การแปรเปลี่ยนความโศกเศร้าสะเทือ นใจมาสู่ความกล้าหาญที่จะ ใช้ปัญญาค้นพบทางนำพาไปสู่การ หลุดพ้นจากลิขิตชะตากรรม มนุษย์ด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น นี้ นับว่าเป็นคุณสมบัติที่หาได้อย่าง ยากยิ่งกับสตรีในคัมภีร์ ตะวันออก โดยเฉพาะสตรีที่รับรู้แล้วว่าสามี ของตนมีชีวิตที่ไม่ยืนยาว แต่ยังดำรงหล่อเลี้ยงความสุขด้วย การใช้ความรักเป็นเครื่อง ประโลมใจเช่นนางสาวิตรี อุดมคติของการเป็นภรรยาที่ดี อาจไม่ได้กอปรขึ้นด้วยความรักเพียงประการเดียวเท่านั้น หากยังต้องเปี่ยมไปด้วยการเสียสละ ความกล้าหาญ การร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสามีอย่าง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดใดอีก ด้วยนั่นเอง

เกษม : อำนาจแห่งรักนำพาสู่การลิขิตชะตา กรรมมนุษย์

ด้วยอำนาจแห่งรักนี้เองทำให้นาง สาวิตรีเกิดดวงปัญญามองเห็น ทางถึงการที่จะนำดวงวิญญาณ พระสัตยวานกลับมาคืนสู่ได้น ั้น ความเกษมปลาบปลื้มใจก็ปรากฏขึ้น หลังจากที่พระยมตรัสให้พร สุดท้ายสมประสงค์ใจนาง นอกจากนางสาวิตรีจะได้พระชนม์ชีพของพระสวามีกลับคืนมาแล้ว บิดามารดาของพระสัตยวาน รวมทั้งท้าวอัศวบดีก็ได้อานิสงส์ จากการมีปฏิวาทะธรรมครั้ง นี้ ดังนั้นความสุขสงบก็ได้กลับคืน สู่มัทรนครและศาลวะนครอีกครั้ง

ถ้าจะมีคำถามว่าเพราะอำนาจรักนี้ หรือที่ทำให้สามารถลิขิตชะตา กรรมมนุษย์ขึ้นใหม่ได้ คำตอบคือด้วยแรงรักที่นางสาวิ ตรีมีให้แก่พระสัตยาวานในครั้ง แรกแล้วว่า การที่นางได้เห็นรูปโฉมของพระสัตยวานครั้งแรกที่ป่า ก็บังเกิดความไหวหวามในดวงจิต ชักพาไปสู่การมีจิตพึงประสงค์อีก ฝ่าย อำนาจรักนี้ยิ่งความรุนแรงขึ้น เมื่อนางสาวิตรีรับรู้ว่าบุรุ ษที่นางเลือกไว้เป็นคู่ครอง มีชีวิตที่สั้นนัก ก็ยิ่งเกิดความสงสารในโชคชะตา ขณะเดียวกันพระสัตยวานไม่ใช่ผู้ผิดถ้านางจะไม่เลือกพระองค์เพียงเพราะเป็นบุรุษที่สามารถครองรักกันได้เพียงชั่วระยะปีหนึ่ง พระสัตยวานเป็นบุรุษที่น่าสงสาร ที่สุดเพราะไม่รู้แม้แต่ชะ ตากรรมที่ถูกลิขิตไว้ ความรักสู่ความสงสารนำมาสู่ความคิดที่จะเสียสละที่ตอบแทนความรักของพระสัตยวานที่มีต่อนาง จากการที่นางสาวิตรีอดทนต่อการบำเพ็ญบุญเพื่อหวังว่ากิริยาบุญนี้จะผ่อนผันให้มีชีวิตพระ สัตยวานจะยืนยาวได้ แต่ในเมื่อชะตากรรมนี้ถูกกำหน ดขึ้นจากสิ่งที่มองไม่เห็นไม่ สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา ลงได้ ความรักที่กอปรด้วยความสงสาร ความเสียสละ จึงมุ่งปรารถนาที่จะปลดเปลื้องทุกข์ ซึ่งในที่สุดการที่นางไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคก็เป็นพลังสำคัญประการหนึ่งที่ไม่ปล่อยให้สิ่งอื่นมาลิขิตชีวิตนอกจากตนเอง การชุบชีวิตพระสัตยวานขึ้นใหม่อีกครั้งจึงเปรียบได้กับการที่มนุษย์สามารถลิขิตชะตาชีวิตได้ด้วยตนเองได้นั่นเอง

หากชัยชนะของนางสาวิตรีในครั้ง นี้นำมาซึ่งความเกษมสุขทุกฝ่าย นับจากท้าวทยุมัตเสนได้ดวงตากลับ คืน รวมทั้งพระนางไสพยาและพระองค์ ก็ได้เมืองกลับคืน ท้าวอัศวบดีได้มีโอรส หรือแม้แต่พระยมที่สามารถดำรงศักดิ์และสิทธิ์แห่งวาจาสัตย์ของพระองค์ได้

ด้วยความเฉลียวฉลาดของนางสาวิ ตรีที่สามารถแสดงให้บุรุษเพศตระหนัก ถึงการใช้ปัญญาที่ประ ณีตแยบคายของสตรี สอดคล้องกับพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงโปรดสตรีผู้มีปัญญาอยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจว่าอุปขยานัมนี้จะ มีอิทธิพลให้พระองค์อดไม่ได้ท ี่จะทรงพระราชนิพนธ์วรรณ คดีเรื่องเอกอีกเรื่องหนึ่งขึ้น เป็นประติมากรรมทางวรรณ คดีในสายธารชุดวรรณคดีสันสกฤต ฉบับพากย์ไทย นอกเหนือจากศกุนตลา พระนลคำหลวง มาแล้วนั้นเอง

บรรณานุกรม

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จ พระ.สาวิตรี. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๔.

Comments on: "วิถีแห่งทุกข์ สุข โศก เกษมของสาวิตรี พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖" (1)

  1. ต้องขอขอบพระคุณอาจารยสหะโรจน์ มากๆ ครับ ที่เอื้อเฟื้อบทความและสาระดี…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Tag Cloud

%d bloggers like this: